บทที่ 1 บท 1.1

“แม่จ๋าตื่นได้ยางง”

“…”

“แม่จ๋าตื่นได้แล้วม้างง วันนิแม่จ๋าปัยเลียนหนังสือม่ายช่ายหยอ ตื่น ๆ เร้วคับ”

“นี่! นายอย่ามากวนแม่จ๋าสิ เมื่อคืนนิแม่จ๋านอนดึก นายม่ายเห็นหยอ”

“เห็นสิ แต่วันนิแม่จ๋าต้องไปเลียนนะ”

ภายในห้องนอนบนหอพักนักศึกษาเสียงทะเลาะกันของเด็กทั้งสองตัวที่ดังไปมาอยู่ข้างใบหูก็ทำให้ชิลินนักศึกษาคณะวิศวฯปีสองที่เพิ่งเคลิ้มหลับไปก่อนฟ้าสางได้ไม่นานต้องเผลอย่นคิ้วเข้าหากันด้วยความลืมตัว เมื่อเสียงเด็กเล็กที่ไม่รู้ว่าเป็นลูกเต้าเหล่าใครแม่อยู่ที่ไหนมันค่อนข้างรบกวนการพักผ่อนของเขาอยู่พอสมควร จนในที่สุดชิลินก็ต้องพูดบางอย่างเพื่อห้ามทัพ ก่อนที่จะมีเด็กตีกันในห้องของเขา

“ย—หยุดทะเลาะกันสักที มันหนวกหูน่า” ชิลินบอกทั้งคู่ทั้งสภาพงัวเงียไม่ยอมลืมตาตื่นตามประสาคนที่ยังนอนไม่เต็มอิ่ม

“แม่จ๋าตื่นแล้ว!” เด็กคนแรกที่น่าจะอยากให้เขาตื่นนอนพูดกับชิลินด้วยน้ำเสียงดีใจ

“ก้อบอกแล้วไงว่าให้หยุดกวนแม่จ๋า!” เด็กอีกคนที่ไม่อยากให้เด็กคนแรกมารบกวนการพักผ่อนของเขาพูดท้วงติงตามมาติด ๆ

“แต่วันนิแม่จ๋ามีสอบนะ เพาะเมื่อคืนแม่จ๋าก็อ่านหนังสือจนดึก!” เด็กคนแรกเถียงสู้ ซึ่งสิ่งที่เจ้าตัวพูดมามันก็ถูกต้องแล้ว

ใช่แล้ว… เช้าวันนี้ตอนแปดโมงชิลินมีนัดสอบ เขาเลยต้องอ่านหนังสือแบบหามรุ่งหามค่ำมาตั้งแต่เมื่อคืนนี้

เอ๊ะ แต่เดี๋ยวนะ!

“เหวอ!! ฉันจะไปสอบสายแล้ว!” เพียงแค่ฉุกคิดได้แบบนั้น ชิลินที่ตั้งท่าจะนอนต่อในตอนแรกก็สะดุ้งตื่นแล้วรีบลืมตาขึ้นมาด้วยอารมณ์ตกใจ พอเขาเห็นว่าตอนนี้มันเป็นเวลาเจ็ดโมงครึ่งแล้ว ชิลินก็รีบถลาไปคว้าผ้าเช็ดตัววิ่งหายเข้าไปในห้องน้ำด้วยความไวแสง เมื่อเขากำลังจะไปเข้าสอบวิชาสำคัญสายจริง ๆ

ชิลินใช้เวลาอาบน้ำแต่งตัวให้ตัวเองอยู่ในสภาพเรียบร้อยพร้อมที่จะเข้าห้องสอบโดยที่ไม่ถูกอาจารย์ตำหนิเพียงแค่สิบนาทีเท่านั้น และพอเขาเช็กของในกระเป๋าแล้วว่าตัวเองไม่น่าจะลืมอะไรแล้ว เวลาต่อมาชิลินถึงค่อยเอื้อมไปคว้าคีย์การ์ดเตรียมจะเดินทางไปสอบที่มหาลัย ทว่าก่อนที่เขาจะวิ่งออกจากห้องไป ชิลินก็ไม่วายหันกลับมาบอกเด็กเล็กทั้งสองตัวที่มาคอยเถียงกันอยู่ที่ข้างหูเขา และตอนนี้เด็กเล็กทั้งสองตัวก็กำลังนั่งทำตาแป๋วอยู่บนเตียง

นี่ถ้าหากเขาไม่ได้เฉาก๊วยนมสดช่วยเอาไว้ เห็นที…วันนี้ชิลินคงไปสอบไม่ทันแน่ นั่นคือสิ่งที่เขาคิดในหัว หลังกุมารทั้งสองตัวนี้ที่เขาไม่เคยปรารถนาจะให้มาอยู่ด้วยกันก็แอบมีประโยชน์อยู่เหมือนกัน

“เดี๋ยวกลับมาฉันจะซื้อนมเปรี้ยวกับน้ำแดงมาฝากนะ” พอคิดว่าตัวเองจะต้องตอบแทนเด็กสองตัวนี้เสียหน่อย ในที่สุดชิลินจึงกลั้นใจบอกเด็กเล็กสองตัวทั้งใบหน้าแดงแจ๋ จากนั้นชิลินก็ไม่พูดพร่ำอะไรทั้งนั้น เขารีบปิดห้องล็อกประตูแล้วรีบวิ่งลงไปบันได เมื่อในตอนนี้เขากำลังจะไปสอบสายจริง ๆ

ชิลินไม่ใช่คนที่สนใจเรื่องไสยศาสตร์หรือฝักใฝ่อยากเลี้ยงดูกุมารทองแต่อย่างใด แต่เพราะนี่มันเป็นสมบัติที่ตกทอดมาจากคุณตาของเขาต่างหาก นั่นจึงทำให้เขาต้องรับเลี้ยงดูกุมารทองทั้งสองตัวต่อจากคุณตาของตัวเองอย่างเลี่ยงไม่ได้ ต่อให้ชิลินจะไม่เคยอยากเลี้ยงดูและตัวเขาก็พยายามบอกให้กุมารทองทั้งสองตัวนี้ไปเกิดแล้วก็ตาม

แต่มันก็ไม่ใช่เรื่องง่ายขนาดนั้น เนื่องจากกุมารทองทั้งสองตัวนี้ที่มีชื่อว่าเฉาก๊วยกับนมสดมีภารกิจสำคัญที่ทำให้ทั้งคู่ต้องอยู่ในโลกนี้ต่อ ต่อให้คุณตาของเขาที่เป็นเจ้าของที่แท้จริงของเด็กทั้งสองตัวนี้จะจากโลกนี้ไปแล้วก็ตาม

“ไอ้ชิลิน นี่มึงตอบได้ทุกข้อเลยปะ?”

“เราก็นั่งตอบทุกข้อนั่นแหละ แต่จะตอบถูกทุกข้อไหมก็อีกเรื่องหนึ่ง” หลังการสอบที่สร้างความเครียดให้ตั้งแต่ก่อนสอบสิ้นสุดลงแล้ว ในจังหวะที่ชิลินเดินออกมาจากห้องสอบทั้งสภาพหน้าบูดบึ้งตามประสาคนที่ไม่มั่นใจในคำตอบของตัวเอง เขาก็หันไปตอบเพื่อนที่อยู่ในกลุ่มเดียวกัน เขาก็หันไปตอบเพื่อนที่อยู่ในกลุ่มเดียวกัน เมื่ออีกฝ่ายเดินออกมารอเขาอยู่ที่หน้าห้องสอบเกือบ ๆ ครึ่งชั่วโมงแล้วเห็นจะได้

“ก็ยังดีที่ตอบทุกข้อแหละวะ แต่กูนี่ดิ… อยู่ต่อก็คงตอบไม่ได้อยู่ดีเลยขอออกมาสูดอากาศข้างนอกดีกว่า” พูดจบ เพื่อนของชิลินที่ชื่อว่าเจ๋งก็พ่นลมหายใจออกมาอย่างแรง

“ดีแล้ว ถ้านายตอบไม่ได้ก็ออกมาเถอะ” ชิลินรีบพยักหน้ากลับไปให้เพื่อนอย่างเห็นด้วย ก่อนที่วินาทีต่อมาเขาจะเบิกตากว้างเล็กน้อยด้วยอารมณ์ตกใจ เมื่อจู่ ๆ เจ๋งที่ตัวใหญ่กว่าตามประสาคนที่เข้าฟิตเนสเป็นประจำก็เดินเข้ามาล็อกคอกันไว้ เพื่อให้ทั้งคู่ได้เดินไปด้วยกัน

“ไปกินข้าวกันเถอะ ถ้าพวกเรากินของอร่อยสักหน่อยจะได้เลิกรู้สึกแย่สักที”

“ค—แค่ก ๆ หายใจไม่ออก” ชิลินไม่พูดเปล่า แต่เขายังใช้กำปั้นทุบเข้าไปที่ลำแขนแกร่งของเพื่อนตัวเองทั้งอาการหน้าดำหน้าแดงไปด้วย หลังเขาในตอนนี้กำลังหายใจไม่ออกเพราะแรงรัดอย่างไม่ได้ตั้งใจของเจ๋งจริง ๆ

“โอ้! ขอโทษที กูก็ลืมยั้งแรงตัวเอง” เจ๋งที่เห็นว่าชิลินในตอนนี้กำลังไอค่อกแค่กจนหน้าแดงก่ำรีบกล่าวขอโทษขอโพยกลับมาพร้อมผละวงแขนของตัวเองออกไปทันควัน

หลังจากนั้นชิลินกับอีกฝ่ายถึงค่อยเดินลงไปจากตึกคณะวิศวฯด้วยกัน เพื่อไปกินอาหารร้านโปรดที่ค่อนข้างเป็นร้านลับของทั้งคู่ เนื่องจากร้านนี้หากมองจากข้างนอก มันเป็นร้านอาหารที่ค่อนข้างทรุดโทรม ดูไม่น่าเข้าไปใช้บริการให้เสียเวลาเป็นอย่างมาก ทว่ารสชาติอาหารของร้านนี้กลับค่อนข้างอร่อยแบบแสงออกปากเสียอย่างนั้น ซึ่งก็อาจเป็นเพราะคนปรุงอาหารเป็นคุณปู่ที่เคยทำงานเป็นพ่อครัวอยู่ในภัตตาคารจีนมาหลายสิบปีตั้งแต่สมัยยังหนุ่ม

“เหมือนวันนี้จะไม่ได้มีลูกค้าแค่เรานะเนี่ย” เจ๋งที่มองเข้าไปข้างในร้านก่อนพูดขึ้น เมื่อร้านอาหารซอมซ่อที่น่าจะมีแค่พวกเขาที่คอยแวะเวียนมาใช้บริการเท่านั้น ตอนนี้ภายในร้านอาหารมันกลับกำลังมีนักศึกษามหาลัยเดียวกันนั่งอยู่ข้างในร้านเสียอย่างนั้น

“เข้าไปกันเถอะ เริ่มหิวแล้ว” ชิลินที่ไม่ได้สนใจอะไรนอกจากเสียงท้องของตัวเองบอกเพื่อนอย่างไม่คิดอะไร แล้วเดินนำเข้าไปก่อน

“มีอะไรเหรอ? ทำไมมึงถึงหยุดเดินดื้อ ๆ เนี่ย” เจ๋งที่เดินตามหลังกันเข้ามาเอ่ยถามกันเสียงงง หลังจู่ ๆ ชิลินก็หยุดเดินกะทันหันเสียอย่างนั้น

โดยฝีเท้าที่ชะงักไปของเขา มันก็เกิดจากการที่สายตาของชิลินดันเหลือบไปเห็นใครบางคนที่ไม่น่าจะมานั่งกินข้าวอยู่ในร้านนี้ด้วยกัน

“ป—เปล่า” ทันทีที่ตั้งสติได้ ชิลินก็รีบส่ายหน้าปฏิเสธกลับไปให้เพื่อนเป็นพัลวัน พร้อมเดินไปทิ้งตัวนั่งที่โต๊ะว่าง ๆ ที่อยู่ห่างจากโต๊ะของลูกค้าคนอื่นพอสมควร

บทถัดไป